ความรู้เบื้องต้นการจดทะเบียนบริษัทในเครือ l ByteHR
ความรู้เบื้องต้นการจดทะเบียนบริษัทในเครือ

เมื่อธุรกิจของคุณเติบโต ก็ย่อมมีการขยับขยาย ไม่ว่าจะเป็นสาขา ร่วมทุน หรือเพิ่มบริษัทในเครือหรือบริษัทลูก หลายคนอาจเข้าใจว่าการจดทะเบียนบริษัทในเครือ อาจมีความแตกต่างจากการจดทะเบียนบริษัทธรรมดา ความเป็นจริงแล้ว การจดทะเบียนบริษัทในเครือ มีขั้นตอนที่เหมือนกับการจดทะเบียนบริษัทธรรมดาแทบทุกประการ
ปัจจุบันการจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ก็เป็นอีกทางเลือกที่สะดวกสบายมากขึ้น ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการผ่านระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้โดยตรง วันนี้ ByteHR จะมาให้ความรู้เบื้องต้นการจดทะเบียนบริษัทในเครือว่ามีอะไรที่เจ้าของธุรกิจอย่างคุณควรรู้บ้าง
ความหมายของบริษัทในเครือและบริษัทลูก
บริษัทลูกคือ บริษัทที่จดทะเบียนตั้งขึ้นใหม่โดยบริษัทแม่เป็นผู้จัดตั้งและถือหุ้นอยู่ หรือบริษัทที่มีอยู่แล้วแต่บริษัทแม่เข้าไปถือหุ้น ส่วนจำนวนหุ้นถ้ามากกว่ากึ่งหนึ่งก็ถือว่ามีอำนาจควบคุมจัดเป็นบริษัทย่อยหรือบริษัทลูก แต่ถ้าน้อยกว่าก็ไม่ถือเป็นบริษัทย่อยแต่จะเป็นเรื่องเงินลงทุน เช่น
- บริษัท ก. ถือหุ้น บริษัท ข. เกิน 50% หรือไม่ถึงแต่มีอำนาจในการสั่งให้บริษัท ข. ดำเนินการตามที่สั่งได้ทุกอย่าง อย่างนี้บริษัท ข.ถือว่าเป็นบริษัทย่อย ของบริษัท ก. ซึ่งการจัดทำงบการเงินทั้งงบดุล งบกำไรขาดทุน ของบริษัท ข. ต้องเอามารวมกันกับบริษัท ก. ราวกับว่าเป็นบริษัทเดียวกัน โดยต้องตัดรายการระหว่างกันออกไป
- บริษัท ก. ถือหุ้นน้อยกว่า 50% และไม่มีอำนาจตัดสินใจใด ๆ เพียงลำพัง (สั่งให้ดำเนินการทุกอย่างตามต้องการไม่ได้) เป็นเพียงผู้ร่วมในการตัดสินใจ อย่างนี้ถือว่าบริษัท ข. เป็นบริษัทร่วมของ บริษัท ก. การบันทึกบัญชีก็บันทึกตามส่วนได้เสีย (ตามสัดส่วนการถือหุ้น)
การจดทะเบียนบริษัทมีกี่แบบ?
การจดทะเบียนบริษัทในเครือสำหรับบริษัทเอกชนทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 แบบ
1. บริษัทชื่อเหมือนเดิม แต่เพิ่มสาขา
ในลักษณะนี้คือ ผู้ถือหุ้นและโครงสร้างบริษัทเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เพิ่มสถานที่ สิ่งที่ต้องทำคือแจ้งความประสงค์ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่าต้องการจดทะเบียนสาขา ถ้าหากมีโกดังเก็บของ ก็ต้องจดเป็นสาขาเช่นกัน
2. จัดตั้งบริษัทใหม่ คนละชื่อ
การจดทะเบียนบริษัทใหม่ที่เราไปร่วมลงทุนหรือตั้งใหม่ให้เข้ามาเป็นบริษัทในเครือ ก็มีขั้นตอนเหมือนการจดทะเบียนบริษัทตามธรรมดาทุกประการ ยกเว้นว่าเราหรือบริษัทแม่ต้องถือหุ้นมากกว่า 50% เราถึงจะเป็นบริษัทแม่ ตามความหมายที่กล่าวไปเบื้องต้น ถ้าถือหุ้นน้อยกว่า 50% เราถือเป็นบริษัทร่วมทุน
3. บริษัทเราไปซื้อบริษัทอื่นมาเป็นบริษัทลูกของเรา
ขั้นตอนก็เหมือนเดิม เน้นตรงที่ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นใหม่ หลังจากนั้นจึงยื่นหนังสือต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในกรณีที่เปลี่ยนชื่อ ก็ต้องยื่นจดชื่อใหม่ด้วย

ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัท
ทั้ง 3 แบบดำเนินตามขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทดั้งนี้
1. ตั้งชื่อบริษัท
ก่อนที่เจ้าของธุรกิจจะตัดสินใจว่าควรจดทะเบียนบริษัทที่ไหน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งชื่อบริษัทให้เรียบร้อยและตรวจสอบให้แน่ใจว่าชื่อไม่ซ้ำกับบริษัทอื่นที่มีการจดทะเบียนไปแล้ว ซึ่งสามารถคิดชื่อและจองไว้ได้ 3 ชื่อ เผื่อชื่อแรกที่จองไว้ไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่ก็จะใช้ชื่อลำดับต่อไปที่เราจองแทน ส่วนการจองสามารถทำได้ 2 แบบ
- ยื่นด้วยตนเองต่อนายทะเบียน ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในเขตที่เราอาศัยอยู่ หรือหากเราอยู่ต่างจังหวัด ก็สามารถยื่นได้ที่สำนักงานพาณิชย์ประจำจังหวัด
- ยื่นผ่านอินเตอร์เน็ต ด้วยการจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจประหยัดเวลาเดินทางและติดตามสถานะได้สะดวกมากขึ้น
2. จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ
หนังสือบริคณห์สนธิ คือ หนังสือที่ใช้แสดงความต้องการในการจัดตั้งบริษัท ต้องมีการระบุที่อยู่ วัตถุประสงค์ จำนวนหุ้น และข้อมูลของผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 3 คน รวมถึงขึ้นต้นว่าบริษัทและลงท้ายด้วยคำว่าจำกัด ต้องยื่นภายใน 30 วันนับตั้งแต่นายทะเบียนแจ้งผลการรับรองชื่อบริษัท
ตอบคำถามยอดฮิต:
- “จดทะเบียนบริษัทกี่คน?” – ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 คนขึ้นไปสำหรับบริษัทจำกัดเอกชน
- “จดทะเบียนบริษัท 1 คนได้ไหม?” – ถ้าต้องการจดในรูปแบบ “บริษัทจำกัด” ตอบว่าไม่ได้ ต้องมีอย่างน้อย 2 คน แต่ถ้าเจ้าของอยากทำธุรกิจคนเดียวจริง ๆ อาจเลือกเป็นทะเบียนพาณิชย์ในชื่อบุคคลธรรมดาแทน ซึ่งมีโครงสร้างและผลทางภาษีแตกต่างกัน
3. จัดให้มีการจองซื้อหุ้นบริษัทและนัดประชุมผู้ถือหุ้น
ผู้ถือหุ้นอาจไม่ใช่ผู้ก่อตั้งเสมอไป แต่ละคนต้องมีอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น และเมื่อขายครบ ก็ต้องออกหนังสือเพื่อนัดประชุมผู้ถือหุ้น หลังออกหนังสืออย่างน้อย 7 วัน
4. จัดประชุมเพื่อจัดตั้งจดทะเบียนบริษัท
เป็นการประชุมหารือ การตั้งระเบียบข้อบังคับของบริษัท การเลือกตั้งคณะกรรมการบริษัทและอำนาจของคณะกรรมการ การเลือกผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เพื่อทำการตรวจสอบและรับรองงบการเงิน ซึ่งผู้ตรวจสอบบัญชีที่คัดเลือกมารับหน้าที่จะต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น การรับรองสัญญาที่ผู้ก่อตั้งทำขึ้นก่อนการจดทะเบียนบริษัท กำหนดค่าตอบแทนแก่ผู้ริเริ่มกิจการหรือผู้ก่อตั้ง ไปจนถึงการกำหนดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิ
5. เลือกคณะกรรมการบริษัทเพื่อดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ
คณะกรรมการเหล่านี้จะมาทำหน้าที่แทนผู้ก่อตั้งและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ใต้นามบริษัท และทำหน้าที่ เก็บเงินชำระค่าหุ้นอย่างน้อย 25% ของราคาจริง จากนั้นเมื่อเก็บค่าหุ้นครบแล้ว ก็จะทำการขอจดทะเบียนบริษัท โดยต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่มีการประชุม ถ้าช้ากว้านั้นก็ต้องจัดประชุมใหม่
6. ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนบริษัท
ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ จะดำเนินการจากการคิดจากเงินทุนจำนวนแสนละ 50 บาท โดยไม่ว่าจะมีเศษเกินมากี่บาทก็ให้คิดเป็นจำนวนเต็มแสนเท่านั้น ซึ่งการชำระค่าธรรมเนียมเกณฑ์การชำระขั้นต่ำอยู่ที่ 500 บาท และสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท
ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัท คิดตามทุนการจดทะเบียนแสนละ 500 บาทเช่นกัน แต่ขั้นต่ำในการชำระต้องไม่น้อยกว่า 5,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท
นอกจากนี้ยังมี
- ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือรับรอง ฉบับละ 200 บาท
- ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ฉบับละ 100 บาท
- ค่ารับรองสำเนาเอกสาร หน้าละ 50 บาท
ดังนั้นเวลาคิดว่าการจดทะเบียนบริษัทใช้เงินเท่าไหร่? ควรเผื่อทั้งค่าธรรมเนียมรัฐ ค่าทนายหรือผู้เชี่ยวชาญ (ถ้ามีผู้ช่วยดำเนินการ) ค่าที่ปรึกษา รวมถึงค่าใช้จ่ายภายใน เช่น ทำตรายาง เปิดบัญชีธนาคาร ค่าระบบบัญชีหรือ HR ที่จะใช้ต่อเนื่องด้วย เพื่อวางแผนสภาพคล่องไม่ให้ตึงเกินไปในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ เมื่อยื่นเอกสารตามขั้นตอนครบและนายทะเบียนก็จดทะเบียนบริษัทและมอบหนังสือรับรองแล้ว ก็ถือว่าบริษัทจัดตั้งถูกต้องตามกฎหมาย

การวางระบบบริหารงานภายในเชื่อมต่อบริษัทแม่และบริษัทลูกก็เป็นเรื่องที่ควรทำตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อการจัดสรรทรัพยากรบุคคลระหว่างบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างแผนก การตั้งตำแหน่ง การโอนย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในเครือ การคิดเงินเดือน และสวัสดิการ
ทั้งนี้ ByteHR เองก็มีฟีเจอร์ภายในโปรแกรมจัดการทรัพยากรบุคคลออนไลน์ หรือโปรแกรม HR Payroll ทั้งการเพิ่มบริษัท เพิ่มสาขา ตั้งระบบเงินเดือน หรือแม้แต่การเพิ่มแผนกในบริษัท ช่วยให้ผู้บริหารหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้บริหารระบบทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจรที่มีความยืดหยุ่น ใช้งานง่าย รองรับธุรกิจที่มีหลายบริษัทในเครือได้ในระบบเดียว
หากคุณมองหาตัวช่วยที่จะช่วยให้แผนกทรัพยากรบุคคลของคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวดเร็วกว่าการทำงานเอกสารแบบเดิม แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นใช้โปรแกรมจัดการทรัพยากรบุคคลออนไลน์อย่างไร และฟังก์ชันต่าง ๆ จะตอบสนองความต้องการใช้งานของบริษัทคุณหรือไม่ ลองปรึกษา ByteHR ได้ฟรี ทาง 02 026 3297 หรือติดต่อ sales@byte-hr.com


